[adsense]

[adsense]

หญิงตั้งครรภ์หลายคนอาจกังวลเมื่อเกิดอาการตกขาวขึ้นและจะมีผลต่อเนื่องไปถึงลูกในท้องหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการอักเสบติดเชื้อเรามาดูกันครับ

แบบนี้ตกขาวปกติ

จริงๆแล้วการมีตกขาวนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ ของผู้หญิงทุกคน เนื่องจากในบริเวณช่องคลอดและปาก มดลูกนั้นจะมีการสร้างสารคัดหลั่งเพื่อหล่อเลี้ยง และหล่อลื่นช่องคลอดอยู่ตลอดเวลา สารคัดหลั่งเหล่านี้แหละที่คุณผู้หญิงทุกคน มีและถือว่าเป็นตกขาวที่ปกติ ลักษณะของตกขาว ปกติจะเป็นมูกใสหรือขาวขุ่นคล้ายแป้งเปียก ปริมาณไม่มากนัก อาจมีทุกวันวันละเล็กน้อยเรื่องของลักษณะและปริมาณของตกขาวนั้นขึ้นกับอิทธิพลของ ฮอร์โมนในร่างกายด้วย
ในช่วงที่ยังไมตั้งท้อง คุณแม่อาจเคยสังเกตุว่าลักษณะและปริมาณของตกขาว นั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามรอบประจำเดือน โดยเฉพาะในช่วงกลางรอบประจำเดือน หรือ ช่วงไข่ตกนั้น ตกขาวจะเป็นมูกใส เหนียว ยืดได้ดี และมีปริมาณมากขึ้นกว่าในช่วงอื่นๆ ซื่งเป็นผลจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง ช่วงที่ตั้งท้องก็เช่นเดียวกันครับ ฮอร์โมน จะเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะฮอร์โมนเพศหญิงจะสูงขึ้นกว่าปกติ ขึ้งแน่นอนว่ามีผลต่อ ลักษณะและปริมาณของตกขาวปกติด้วย คงจะพอเดาได้นะครับว่าช่วงที่ตั้งท้องนั้น จะมีตกขาวออกมาปริมาณมากกว่าปกติ แตก็ถือว่าเป็นปกติครับ ฟังดูแล้วอาจลับสน บ้างเล็กน้อยนะครับ “มากกวาปกติ” แต่ “ปกติ” แต่ก็เป็นอยางนั้นจริงๆ คือจะมีตกขาว ที่เป็นปกติออกมามากกว่าเดิมครับ

 

การเปลี่ยนแปลงของร่างกายในช่วงตั้งท้องนี่แหละครับที่ทำให้คุณแม่หลายคน เกิดความกังวลใจ คิดวาเกิดความผิดปกติขึ้นกับตัวเอง และบางรายอาจกังวลไปถึงว่า จะมีผลต่อลูกในท้องอีกด้วย คุณแม่บางคนจะบ่นให้คุณหมอฟังเกือบทุกครั้งที่มาฝากท้อง แต่พอตรวจแล้วก็ปกติทุกทีแต่ก็ ยังอดกังวลไม่ได้อยู่ดี “ปกติ” ก็คือปกติแหละครับ ไม่มีอะไรผิดปกติทั้งสิน ไม่ว่ากับตัวดุณแม่เอง หรือลูกในท้อง รู้อย่างนี้แล้วคงจะสบายใจ ขึ้นมาบ้างนะครับ

 

แต่ใช่ว่าจะไม่ต้องสนใจตัวเองโดยเฉพาะเรื่องตกขาวระหว่างตั้งท้องเลยนะครับ ที่ควรจะต้องคอยดูแลตนเองก็คือ คอยสังเกตวาตกขาวที่ออกมานั้นมีลักษณะเปลี่ยนแปลง ไปจากเดิมหรือไม่ อย่างไรหรือมีอาการผิดปกติอื่นรวมด้วยหรือไม่ เช่น คันบริเวณ ช่องคลอดหรือมีปัสสาวะแสบขัด รวมด้วย ฯลฯ อาการต่างๆ เหล่านี้ถ้าเกิดขึ้น ก็ถือว่า ผิดปกติแล้วครับ สาเหตุที่พบบ่อย คือ การอักเสบ ติดเชื้อของบริเวณช่องคลอด หรือ ปากมดลูกนั่นเอง แต่มักไม่รุนแรงและไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสิยร้ายแรง ต่อคุณแม่และลูกในท้อง แต่ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป