[adsense]

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่เมื่อ ตั้งครรภ์3เดือน

 คุณแม่จะรู้สึกสดชื่นมากขึ้นเมื่อเริ่มเข้าเดือนที่ 3 คุณแม่บางท่านอาจจะยังมีอาการแพ้ท้องอยู่บ้าง คุณแม่ควรทำจิตใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ และกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ5หมู่ ก็จะเป็นผลดีต่อคุณแม่ยิ่งขึ้น

อารมณ์ของคุณแม่ ช่วงเข้า3เดือน คุณแม่คงมีอารมณ์แปรปรวน แต่เริ่มน้อยลงซึ่งเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่เริ่มเข้าสู่สภาพสมดุลแล้วในช่วงเดือนนี้

  [adsense]

น้ำหนักตัวของคุณแม่ ตั้งครรภ์ในช่วงนี้น้ำหนักตัวคุณแม่จะเพิ่มขึ้น ในขณะที่ทารกและระบบการหล่อเลี้ยงของทารกมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวของคุณแม่จะยังไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก คุณแม่บางคนน้ำหนักอาจลดลง เนื่องจากอาการแพ้ท้อง และหากเพิ่มก็ไม่เกิน 2 กิโลกรัม ซึ่งจะเป็นส่วนของทารกเพียง 48 กรัม ที่เหลือเป็นส่วนขยายของมดลูก เต้านม รกและน้ำคร่ำ รวมทั้งปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น คุณแม่ควรกินให้พอดีความต้องการ หากมากเกินไปนั้นน้ำหลักจะอยู่ที่คุณแม่หมด และมีปัญหาอ้วนเมื่อคลอด

ระบบไหลเวียนของโลหิต คุณแม่จะมีความดันโลหิตลดต่ำลง เนื่องจากผลของฮอร์โมนที่มีต่อการขยายตัวของหลอดเลือดตามปลายแขนขา การกระจายปริมาณของเลือดไปสู่ส่วนต่างๆของร่างกายเป็นไปอย่างสมดุล เลือดที่สะสมอยู่ในหลอดเลือดที่ขยายตัวนี้ทำให้ปลายแขนขาอุ่นขึ้นและอาจบวมได้เล็กน้อย

พัฒนาการของทารกในครรภ์

ลูกน้อยในครรภ์เจริญเติบโตขึ้นทุกเวลานาที เมื่อเข้ามาถึงเดือนที่ 3 นี้ ตัวอ่อนในครรภ์จะโตพอที่จะเรียกว่าทารก เพราะเริ่มมีอวัยวะครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว ส่วนหัวยังคงใหญ่กว่าลำตัว ความยาวของส่วนหัวและลำตัวจะต่างกันมาก ทารกมีการพัฒนาหน้าตาและนัยน์ตาอย่างสมบูรณ์แล้ว เริ่มมีคาง หน้าผาก จมูก ช่วงลำตัวจะเริ่มเหยียดตรง เริ่มมีกระดูกและซี่โครง เล็บมือ เล็บเท้า และขน กระดูกที่อ่อนกลายเป็นกระดูกแข็ง เริ่มรู้เพศแล้วแต่ยังไม่สามารถคอนเฟิร์มได้ 100% ในช่วงสัปดาห์ที่ 14 นี้ทารกในครรภ์จะมีลำตัวยาว 9 เซนติเมตร และหนัก 48 กรัม


ถุงน้ำคร่ำ
ทารกลอย ตัวอย่างสุขสบายใจในถุงน้ำคร่ำที่มีอุณหภูมิ 37.5 องซวเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าอุณหภูมิร่างกายของคุณแม่เล็กน้อย และในถุงน้ำคร่ำนี้ทารกจะเคลื่อนไหวได้อย่างเต็มที่ การสร้างอวัยวะของลูก นิ้วมือและนิ้วเท้าของทารกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ของฝ่าเท้า ซึ่งประกอบด้วยโครงของนิ้วเท้าและเส้นเลือด

ขากรรไกร เหง้าฟันแท้ทั้ง 32 ซี่ จะซ่อนอยู่ในปุ่มเหงือกอย่างครบถ้วน กระดูก โครงกระดูกอ่อนในช่วงนี้จะเริ่มมีแคลเซียมมาสะสมอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดเป็นกระดูกแข็งแรงอย่างชัดเจน

 

การเต้นของหัวใจ เริ่มช้าลง ประมาณ 110-160 ครั้งต่อนาที ระบบกลืนเริ่มทำงาน ทารกเริ่มกลืนน้ำคร่ำและถ่ายปัสสาวะ อาจทำให้ปากจู๋ ย่นหน้าผาก หันหัวไปมา เริ่มหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้อง

การสร้างเม็ดเลือดแดง ทารกยังต้องอาศัยรกเป็นห้องอาหาร เป็นแหล่งให้ออกซิเจน และช่วยขจัดของเสียออกไปจนกว่าจะคลอด แต่ระบบการสร้างเม็ดเลือดแดงก็ได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว เพื่อจะทำหน้าที่หลังจากที่ได้คลอดออกมา ในช่วงนี้ไข่แดง (Yolk Sac) เริ่มสลายตัวไปอวัยวะภายในตัวทารกคือ ไขกระดูก ตับ และม้าม จะเริ่มทำหน้าที่ในการสร้างเม็ดเลือดแดงแทนไข่แดง


การเคลื่อนไหวของทารก
 ช่วงนี้ทารกจะเหยียดตัวและงอหลังรวมทั้งงอและยืดแขนขาได้ บางครั้งอาจจะสะอึก ลูกดิ้นแรงขึ้น แต่คุณแม่ยังไม่สามารถรับรู้ ถ้ามีสิ่งใดมากระทบแรงๆ ที่หน้าท้องคุณแม่ ทารกจะเคลื่อนตัวหรือขยับหนีได้

สายสะดือ เป็นส่วนสำคัญที่เชื่อมโยงระหว่างคุณแม่และทารก มีเส้นเลือดสำคัญในสายสะดือ 3 เส้น เป็นเส้นเลือดดำที่มีผนังบางขนาดใหญ่ 1 เส้น ทำหน้าที่นำเลือดแดงที่มีอาหารและออกซิเจนจากคุณแม่ไปเลี้ยงทารก และเส้นเลือดแดงซึ่งมีขนาดเล็กกว่าและผนังหนาอีก 2 เส้น ทำหน้าที่นำเลือดดำที่มีของเสียจากทารกไปสู่ระบบการไหลเวียนของแม่เพื่อฟอกเป็นเลือดดีต่อไป รกยังเป็นแหล่งสำคัญในการลำเลียงสารอาหารออกซิเจนและของเสียผ่านไปมาระหว่างคุณแม่กับทารก รกมีการพัฒนาเร็วมากเพื่อให้ทันกับการเจริญเติบโต รกจะหนาขึ้นพร้อมๆ กับเยื่อหุ้มทารกที่อยู่ภายในจะขยายขนาดใหญ่จนมาติดกับรก และล้อมรอบด้านในของโพรงมดลูกไว้ทั้งหมด


อาหารช่วง
อายุครรภ์ 3 เดือน

 คุณแม่ควรเลือกทานโปรตีนให้ได้วันละ 2-3 ชนิด ทานผักให้ได้ 5 ส่วน และดื่มน้ำ อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และควร รับประทานอาหารที่มี สารอาหารประเภท

กรดโฟลิก ทำได้ง่าย ๆ คือรับประทานเป็นยาเม็ดวันละ 400 มิลลิกรัม ต่อเนื่องจากช่วงเตรียมตั้งครรภ์เพื่อป้องกัน ความผิดปกติของสมอง และกระดูกไขสันหลัง

กรดดีเอชเอ และโอเมก้า 3 จำเป็นต่อการพัฒนาการ ของสมอง และช่วยเรื่องความจำ พบมากในปลาทะเล น้ำลึก เช่น ปลาทูน่า ปลาแซลมอน ปลาทู ฯลฯ และยัง พบในปลาน้ำจืดไทยๆ อย่างปลาสวาย ปลาช่อน ปลาดุก ธัญพืช ประเภท ถั่วเหลือง เมล็ดฟักทอง
วิตามินซี ช่วยให้รกแข็งแรง ช่วยให้คุณแม่มีภูมิต้านทาน ต่อการเป็นหวัด รวมถึงช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก พบมาก ในผลไม้ ฝรั่ง ส้ม มะละกอ และผักใบเขียวชนิดต่างๆ
วิตามินบี 12 จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของระบบ ประสาทของลูกน้อย พบมากในอาหารประเภท ปลา เป็ด ไก่ ไข่ นม และธัญพืชชนิดต่างๆ รวมทั้งข้าวซ้อมมือ
วิตามินดี มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของกระดูก เพราะช่วยในการดูดซึมแคลเซียม
ธาตุเหล็ก ควรรับประทานธาตุเหล็กตลอดระยะการ ตั้งครรภ์ เพราะธาตุเหล็กช่วยให้ออกซิเจนไหลเวียนไปกับ เม็ดเลือดแดงซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับการเจริญเติบโต ของลูกน้อย พบได้มากใน ไข่ ปลา เนื้อสัตว์ ผลไม้แห้ง และผักใบเขียว
วิตามินเอ พบมากในตับ แต่ควรทานอย่างระมัดระวัง แต่พอดี หากทานมากเกินไปอาจมีความเสี่ยงต่อลูกน้อยในครรภ์ไขมัน คุณแม่หลายท่านหลีกเลี่ยงไขมัน แต่ไขมันมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสมองลูกน้อย เพราะสมอง ของคนเราประกอบด้วยไขมันถึง 20 เปอร์เซ็นต์

อาหาร ที่เหมาะกับคุณแม่ช่วงแพ้ท้อง

คุณแม่หลายคน โชคดีไม่มีอาการแพ้ท้อง แต่ คุณแม่หลายคนเริ่มแสดงอาการแพ้ท้อง และทนกลิ่นอาหาร ไม่ค่อยได้ ควรหลีกเลี่ยงอาหารมันๆ และทอด ควรเลือก รับอาหารที่มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย ไม่ใส่เครื่องเทศ หรือทานเมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น ฟักทอง อัลมอนด์ ถ้าทานอะไรไม่ได้เลย ลองดื่มน้ำขิง และรับประทานผลไม้ สดแช่เย็นสัก 3-4 ชิ้น เช่น ฝรั่ง มะละกอ สับปะรด ฯลฯ

ควรรับประทานน้ำเยอะๆ เพราะคุณแม่อาจเสียน้ำมากจากการอาเจียน รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์สูง เพื่อป้องกันท้องผูก รวมถึง ควรรับประทานอาหารที่มีเบต้าแคโรทีน เช่น แครอท ฯลฯ เพราะช่วยสร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ทำให้ผนังมดลูก หนาเหมาะสมกับการเกาะตัวของรก และถ้าพบว่า ผิว ผม เล็บ เปราะแห้ง ควรรับประทานไขมัน หรืออาหารที่มีไขมันเช่น เมล็ดทานตะวัน งา วอลนัท ฯลฯ