การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์ได้ 7 เดือน

น้ำหนัก ของคุณแม่นั้นจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และจะเริ่มรู้สึกอึดอัด มาอาการอาหารไม่ย่อย และหน้ตั้งครรภ์ 7 เดือนาท้องจะเริ่มแตกลาย

การนอน คุณแม่ท้องโตอุ้ยอ้ายเต็มทีจนอาจทำให้นอนไม่สบายตัว คุณแม่ควรนอนตะแคงท่ากอดหมอนข้าง คือขาข้างหนึ่งงอเข่าไว้ ส่วนขาอีกข้างหนึ่งก็เหยียดออก จะช่วยให้คุณแม่นอนหลับสบายขึ้น

อาการปวดหลัง คุณแม่เกือบทุกคนมักจะอาการปวดหลัง เพราะน้ำหนักครรภ์ที่เพิ่มขึ้นมาก ในขณะที่ส่วนรับน้ำหนักด้านล่างคือกระดูกเชิงกรานขยายตัวเตรียมคลอด หลังจึงต้องรับน้ำหนักเต็มที่ คุณแม่ควรใช้หลังให้ถูกต้องไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถใด สวมรองเท้าส้นเตี้ยสบายๆ ห้ามยกของหนักเด็ดขาด หลีกเลี่ยงเก้าอี้และเตียงที่นุ่มเกินไป

การถ่ายปัสสาวะ มดลูกขยายตัวอย่างรวดเร็ว น้ำหนักตัวและการดิ้นของทารกจะกดลงบนกระเพาะปัสสาวะ คุณแม่จึงอยากถ่ายปัสสาวะบ่อยขึ้น

น้ำนม เริ่มมีการสร้างตั้งแต่ในช่วงสัปดาห์นี้ เพื่อเตรียมพร้อมหาก เกิดมีการต้องคลอดก่อนกำหนดเกิดขึ้น คุณแม่จะสังเกตเห็นน้ำสีเหลืองใสออกจากหัวนม

อัลตราซาวด์ 7 เดือน

พัฒนาการของทารกในครรภ์

สัดส่วนของทารก ในช่วงเดือนที่ 7 นี้ ทารกจะมีลำตัวยาวราวๆ 35 เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ 1,000 กรัม

เซลล์สมองและระบบประสาท ช่วงเดือนนี้สมองของทารกโตเต็มคับกะโหลกศีรษะ และมีร่องหยักบนเนื้อสมองเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการเก็บข้อมูล เซลล์ประสาทเชื่อมโยงเครือข่ายกันอย่างสมบูรณ์และตื่นตัวเต็มที่ เริ่มมีไขมันห่อหุ้มเส้นประสาทเหมือนกับที่ไขสันหลัง แต่กว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ก็ต้องรอจนถึงวัยหนุ่มสาว ทารกเรียนรู้ได้มากขึ้น เพราะมีคลื่นสมองและระบบประสาทที่สมบูรณ์มากขึ้น ทารกเพิ่งจะเริ่มเตรียมตัวก่อนออกมาดูโลกภายนอก

หากทารกคลอดก่อนกำหนด ทารกจะต้องมีการปรับตัวมาก เพราะอาจจะมีปัญหาเรื่องการหายใจและอุณหภูมิในร่างกายต่ำ แต่ถ้าได้รับการดูแลเป็นพิเศษทารกจะมีชีวิตได้ต่อไป

 [adsense]

การหายใจ ทารกหายใจแรง ถุงลมเล็กๆ ภายในปอดจะมีปริมาณสูงขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหายใจด้วยตัวเองเมื่อแรกคลอด และยังมีเซลล์พิเศษและน้ำหล่อลื่นเคลือบบริเวณถุงลม เพื่อช่วยในการขยายตัวของถุงลมตอนคลอด ทารกจะฝึกหายใจโดยใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องอย่างเป็นจังหวะซึ่งตรวจพบได้ด้วยอัลตราซาวนด์

ผิว ผิวของทารกเริ่มเต่งตึงขึ้น เพราะมีไขมันใต้ผิวหนังมากขึ้นมาก รอยเหี่ยวย่นตามใบหน้าและลำตัวเริ่มหายไป ขนอ่อนเริ่มหลุดร่วงเหลือไว้เฉพาะที่ไหล่และหลัง ทารกสามารถเปิดปิดเปลือกตาได้ และเริ่มการฝึกสมองในช่วงนี้ ผมจะเริ่มยาวขึ้น และทารกยังฝึกการดูดกลืนต่อไปอย่างขยันขันแข็งภาพ 4D อัลตร้าซาวน์

การสร้างเม็ดเลือดแดง ทารกที่โตเต็มในครรภ์จะรู้สึกอึดอัดได้ คุณแม่สังเกตว่าตอนไหนที่คุณแม่อยู่ในท่าที่ทำให้ทารกไม่สบายตัว ทารกจะตอบโต้ด้วยการเตะถีบท้องอยู่ตลอดเวลา คุณแม่ก็ต้องคอยปรับเปลี่ยนท่าเพื่อให้ทารกได้รู้สึกสบายขึ้น

การถ่ายปัสสาวะ ทารกจะปัสสาวะลงในน้ำคร่ำประมาณวันละครึ่งลิตร

เรียนรู้ทิศทาง ทารกจะฝึกกล้ามเนื้อพร้อมกับรู้ทิศทางว่าจะหันลำตัวและศีรษะไปทางไหน ทารกคงจะเอาก้นลงด้านล่างในช่วงเดือนนี้ เว้นแต่จะเป็นคุณแม่ครรภ์แรกซึ่งครรภ์ยังกระชับ หรือหากทารกโตไวก็อาจจะกลับหัวลงไปรอเตรียมพร้อมที่ประตูทางคลอดได้

ไขมัน ต่อมไขมันใต้ผิวหนังเริ่มทำงาน ทำให้ผิวชุ่มชื่นขึ้น

อวัยวะเพศ ถ้าเป็นลูกชายลูกอัณฑะจะเริ่มเคลื่อนตัวลงจากช่องท้องผ่านขาหนีบ และลงไปอยู่ในถุงอัณฑะในที่สุด (ทารกที่คลอดก่อนกำหนดจึงมักมีปัญหาเรื่องลูกอัณฑะยังคงค้างอยู่บริเวณขาหนีบ)

อุณหภูมิ ทารกเริ่มปรับอุณหภูมิในร่างกายตัวเองได้ดีขึ้น

ทารกอ้วนจ้ำม่ำ ทารกจะดูสมบูรณ์ มีเนื้อมีหนังมากขึ้น ไขมันใต้ผิวหนังทำให้เปล่งปลั่ง รอยเหี่ยวย่นตามใบหน้าลำตัวเลือนหายไป ผมงอกยาว ขนคิ้ว ขนตาเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ และเริ่มฝึกการมองเห็น ทารกเมื่อแรกเกิดจะมองเห็นได้ในระยะห่างเพียง 20-25 ซม. ซึ่งเท่ากับระยะที่ทารกมองเห็นได้ในครรภ์ ขณะนี้ทารกมีสัดส่วนของร่างกายเท่ากับทารกที่ครบกำหนดคลอด

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวัง

อาการปวดหลังในแม่ท้อง
คุณแม่จะมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นประมาณ 4 -5 กิโลกรัม ช่วงนี้จึงควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อไป หน้าท้องเริ่มขยายโตขึ้นเห็นชัดเจน จุดศูนย์ถ่วงของลำตัวเปลี่ยนไปเพราะน้ำหนักครรภ์ คุณแม่ต้องเอนตัวไปข้างหลังเพื่อถ่วงดุลกับหน้าท้องที่ต้องแบกรับด้านหน้า การปรับเปลี่ยนท่าทางให้ถูกต้องจะช่วยให้ลดอาการปวดหลัง

กระตุ้นพัฒนาการของทารก
เดือนนี้คุณพ่อคุณแม่สามารถกระตุ้นของทารกได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการลูบสัมผัส การพูดคุย เปิดเพลงให้ฟัง ถ้าอยากเพิ่มช่วงเวลาแห่งความผูกพัน ลองหาหนังสือนิทานมาอ่านเล่าให้ฟัง ทำเสียงเล็กเสียงน้อยไปตามตัวละคร เป็นการส่งเสริมการได้ยินของเขาและความคุ้นเคยใกล้ชิดกับพ่อแม่ ซึ่งทำให้ทารกมีสุขภาพจิตดีตั้งแต่อยู่ในครรภ์

ข้อต่อต่างๆ ของกระดูกเชิงกรานจะเริ่มหลวม เพื่อให้เชิงกรานขยายตัวได้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด ฐานรับน้ำหนนักกระดูกสันหลังที่กระดูกเชิงกรานก็คลอนแคลนไปด้วย คุณแม่อาจรู้สึกปวดกระดูหัวหน่าวและบริเวณก้นกบไม่น้อย

การแก้ไขต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ใช้หลังให้ถูกต้อง เพื่อลดภาระการแบกรับน้ำหนัก เช่น ออกกำลังกาย เดินยืนนั่งในท่วงท่าที่เหมาะสม เวลานั่งทำงานก็ควรจัดระดับโต๊ะเก้าอี้ให้สมดุล และนั่งหลังตรง เวลาก้มลงหยิบของหรือทิ้งตัวลงนั่งคุณแม่ควรงอเข่าและหลังตรง ห้ามใส่รองเท้าส้นสูงและไม่ควรยกของหนักโดยเด็ดขาด

เนื่องจากท้องที่โต คุณแม่อาจมองไม่เห็นปลายเท้าของตัวเอง ทำให้ต้องระมัดระวังในการเดิน คุณแม่อาจจะสะดุดหกล้มได้ง่าย การสวมใส่รองเท้าส้นเตี้ย และนุ่มจะช่วยบรรเทาอาการปวดเท้าของคุณแม่ได้

อาการนอนไม่หลับมักจะเกิดกับคุณแม่หลายท่าน ก็ขอให้คุณแม่ทำจิตใจให้สบายก่อนเข้านอน และหลีกเลี่ยงเรื่องที่ทำให้ตื่นเต้นหรือหวาดกลัว เช่น ดูหนัง หรือละครที่น่าตื่นเต้น ควรงดเครื่องดื่มที่กาเฟอีนผสมอยู่ เช่น ชา กาแฟ หรือน้ำอัดลม เพราะยิ่งจะทำให้คุณแม่นอนหลับยากขึ้นไปอีก คุณแม่อย่าเป็นกังวลในเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดภาวะเครียด และความดันโลหิตสูงได้ ควรทำจิตใจให้สงบ พยายามพักผ่อนให้มาก

การฝึกสมาธิก็เป็นเรื่องที่ดีสำหรับคุณแม่ที่นอนหลับยาก คุณแม่ควรอยู่ในห้องที่เงียบสงบ ปล่อยตัวปล่อยใจตามสบาย กำหนดลมหายใจเข้า – ออก ช้าๆ เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ทำให้ได้อย่างน้อยสามสิบนาที ซึ่งผลของการฝึกสมาธิก่อนนอนนี้ จะช่วยให้คุณแม่นอนหลับได้สบายขึ้น และยังส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอีกด้วย

อาหารที่เหมาะสำหรับการตั้งครรภ์เดือนที่ 7

ในเดือนนี้ คุณแม่ยังคงมีความต้องการสารอาหารที่จำเป็นเช่นเดียวกับในสองไตรมาสแรก ระยะนี้คุณแม่ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับการคลอดก่อนกำหนดด้วย และต้องกินอาหารที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของสมองทารกก่อนกำหนด

อาหารที่มีธาตุเหล็ก แคลเซียม วิตามินซี วิตามินดี จะช่วยให้ร่างกายเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนมแก่ทารก
ช่วงนี้วิตามินซีมีความจำเป็นมาก เพราะนอกจากจะช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็กแล้ว ยังช่วยสร้างเม็ดเลือดให้กับทารกด้วย
แคลเซียมยังเป็นสิ่งที่จำเป็น เช่นเดียวกับวิตามินเค ที่จะช่วยให้การดูดซึมแคลเซียมดีขึ้นและช่วยบรรเทาอาการปวดหลังให้แก่คุณแม่ได้
เนื่องจากปริมาณโลหิตยังคงเพิ่มเรื่อยๆอยู่ คุณแม่จึงต้องรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก และวิตามินซี มากๆ เพื่อให้ร่างกาย ดูดซึมธาตุเหล็กได้ดี นอกจากนี้ น้ำหนักตัวของคุณแม่จะเพิ่มขึ้นเร็วมาก และเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตน้ำนม คุณแม่จึงต้องกินไขมันบ้าง แต่เป็นไขมันชนิดไม่อิ่มตัว เพื่อให้ได้กรดไขมันที่จำเป็นต่อการพัฒนาสมองของลูกน้อย เช่น กรดไลโนเลนิก หรือที่เรียกว่า  โอเมก้า 3 และกรดไลโนเลอิก หรือเรียกว่า โอเมก้า 6 ซึ่งแหล่งที่ดีที่สุดของโอเมก้า 6 ก็คือ เมล็ดพืช และน้ำมันจากพืช  และแหล่งของโอเมก้า 3 ก็คือ เมล็ดฟักทอง และน้ำมันปลา

บางครั้งการที่คุณแม่มีอาการนอนไม่หลับ ก็มาจากการขาดวิตามินบี ซึ่งอาหารที่อุมไปด้วยวิตามินบี 6 เช่น ถั่วฝักสด ผักใบเขียว ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ ข้าวกล้อง และเนื้อสัตว์ในปริมาณเล็กน้อย ก็จะช่วยให้หลับสบาย  หรืออาหารที่อุดมไปด้วยแคลเซียม ก็จะทำหน้าที่คลายเส้นประสาท ช่วยให้นอนหลับ เช่น นมอุ่นๆ  โยเกิร์ต หรืองา ควรจะเป็นอาหารว่างตอนเย็นได้ดี

การออกกำลังกาย
คุณแม่ใกล้เห็นหน้าลูกแล้ว หาโอกาสไปเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจบ้างถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัว หรือจะยังคงว่ายน้ำและออกกำลังกายด้วยการเดินเล่นเบาๆ ก็ยังคงทำได้