[adsense]

การเปลี่ยนแปลงของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์เดือนที่ 8

คุณแม่อุ้ยอ้ายเต็มที คุณหมอจะนัดตรวจครรภ์ถี่ขึ้น เพราะเป็นช่วงที่เกิดโรคแทรกได้มาก เช่น ครรภ์เป็นพิษ จึงต้องตรวจวัดความดันโลหิตและปัสสาวะของคุณแม่

ช่องเชิงกราน บริเวณข้อต่อของกระดูกเชิงกรานหย่อนตัวอาจปวดหน่วงเชิงกรานเวลาเปลี่ยนอิริยาบถ

เจ็บครรภ์เตือน มดลูกจะฝึกหดตัวเป็นระยะ เพื่อเตรียมเข้าสู่ระยะการเจ็บท้องคลอดจริง มดลูกจะนูนแข็งขึ้นมาเป็นครั้งคราวไม่เกิน 30 วินาที คุณแม่อาจรู้สึกว่าท้องตึงแต่ไม่เจ็บมาก

หน้าท้อง มดลูกขยายตัวขึ้นตามขนาดของทารกในครรภ์ ยอดมดลูกจะขึ้นไปดันยอดอกและชายโครง ทำให้คุณแม่เกิดอาการจุกเสียดและเจ็บชายโครง สะดือจะตื้นขึ้นและคล้ำลง เส้นดำกลางลำตัวจะมีสีเข้มขึ้น

 [adsense]

เท้าบวม เกิดจากน้ำหนักครรภ์กดบริเวณหลอดเลือดดำใหญ่ด้านหลังลำตัว เลือดจะเดินกลับขึ้นเข้าสู่หัวใจไม่สะดวก อาการเท้าบวมอาจเลยมาถึงหน้าแข้ง ถ้าคุณแม่มีอาการบวมมาก ควรปรึกษาคุณหมอ

น้ำหนักตัวของคุณแม่ในช่วงเดือนนี้จะขึ้นเร็วมาก และลูกในท้องก็ดิ้นแรงซะเหลือเกิน บางครั้งถึงกับทำให้คุณแม่ฉี่เล็ดเลยล่ะ คุณแม่บางคนอาจจะวิตกกังวลว่าทำไมลูกดิ้นแรง หรือมีความผิดปกติหรือเปล่า สาเหตุที่ลูกดิ้นแรงนั้นเป็นเพราะว่า ในเดือนที่ 8 นี้ ลูกจะตัวใหญ่มาก และโตเร็วกว่าขนาดของโพรงมดลูก ทำให้มีพื้นที่จำกัดลงไป พอลูกขยับแขนขยับขานิดหน่อยก็จะไปกระทบกับผนังมดลูกทุกครั้ง ทำให้คุณแม่ตกใจ ในบางครั้งทำให้คุณแม่นอนหลับยาก คุณแม่ควรจัดท่านอนให้สบายๆ ควรจะใช้หมอนหนุนหลังและหนุนหัวให้สูงขึ้น
ตั้งครรภ์ 8 เดือน
คุณแม่อาจจะมีอาการบวมตามเท้าบ้าง  ส่วนมากจะเป็นตอนช่วงบ่ายๆ เย็นๆ แล้วยุบหายไปในเช้าวันรุ่งขึ้น อย่างนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าบวมมากขึ้น แล้วลามมาถึงหน้าแข้ง หน้าท้อง บวมตามนิ้วมือ และหน้าบวมด้วย แบบนี้ถือว่าผิดปกติ คุณแม่ควรไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุ ซึ่งอาจะเกิดจากภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ถือว่าอันตรายอย่างยิ่ง

ช่วงนี้คุณแม่ยังคงมีอาการปวดหลังอยู่ และอาจมีอาการแสบร้อนทรวงอกมากขึ้น จะมีอาการปวดปัสสาวะถี่ ซึ่งคุณแม่ไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เมื่อปวดควรรีบขับถ่ายออกเสีย เพราะหากกลั้นปัสสาวะบ่อยๆคุณแม่อาจจะเป็นทางเดินปัสสาวะอักเสบได้ง่าย

8
พัฒนาการของทารกในครรภ์

ultrasound-8mสัปดาห์ที่ 32  เคลือบไขมันที่หุ้มตัวจะหนาขึ้น ผมจะดกขึ้น เล็บมือยาวเต็มที่ แต่เล็บเท้ายังยาวไม่เต็มที่ ผิวหน้าเรียบและมีรอยย่นเล็กน้อย

สัปดาห์ที่ 33  ร่างกายของทารกเริ่มเป็นรูปเป็นร่างสมบูรณ์ และสัดส่วนร่างกายของทารกในช่วงนี้มีขนาดเท่ากับทารกแรกเกิด แต่น้ำหนักยังไม่เท่า ระบบต่างๆของร่างกายยังต้องพัฒนาต่อไป

สัปดาห์ที่ 34  สมองและระบบประสาทพัฒนาโดยสมบูรณ์แล้ว แต่ระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ และทารกยังคงต้องรับภูมิคุ้มกันจากแม่อยู่ ลำตัวทารกยาวประมาณ 40 เซนติเมตร หรือประมาณ 15 นิ้ว

สัปดาห์ที่ 35  ตอนนี้ทารกอาจเคลื่อนไหวช้าลง เนื่องจากมีที่ว่างให้เคลื่อนตัวได้น้อยลง

ทารกในครรภ์จะมีสัดส่วนของร่างกายเท่ากับทารกครบกำหนดคลอดแล้ว แต่ยังต้องการใช้เวลาอีกระยะหนึ่งเพื่อให้โตเต็มที่และมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอีกสักหน่อยก่อนที่จะคลอดออกมาเป็นทารกที่สมบูรณ์แข็งแรง หากทารกคลอดออกมาในตอนนี้อาจมีปัญหาในเรื่องการหายใจบ้าง แต่ทารกส่วนใหญ่จะมีชีวิตรอดปลอดภัย

สัดส่วนของทารก ลำตัวยาวประมาณ 40 เซนติเมตร และมีน้ำหนักตัวประมาณ 1,500 กรัม

อวัยวะต่างๆ ของทารกมีการพัฒนาไปเกือบสมบูรณ์ ยกเว้นปอดที่ยังเจริญไม่เต็มที่ แม้มีการสร้างน้ำหล่อลื่นรอบถุงลมเล็กๆ ในปอด เพื่อเตรียมตัวให้ปอดขยายเมื่อทารกเริ่มหายใจครั้งแรกขณะคลอดออกมาก็ตาม

การเคลื่อนไหว ทารกมักจะขยับแขนเหยียดขาเตะผนังหน้าท้องของคุณแม่จนนูนออกมาเห็นได้ชัด คุณแม่อาจนอนไม่ค่อยหลับ ใช้มือลูบท้อง และพูดคุยกับทารกเพื่อการผ่อนคลาย

ท่าทางของทารกในครรภ์ ทารกบางคนอาจอยู่ในท่าศีรษะลงเตรียมตัวที่จะคลอดออกมาแล้ว แต่ก็ยังมีเวลาเหลือเฟือที่ทารกจะกลับหัวลง แต่ถ้าเกิน 36 สัปดาห์ไปแล้วยังอยู่ในท่าก้น ทารกก็จะตัวโตคับครรภ์ และเกินกว่าจะกลับตัวได้ ทารกส่วนใหญ่จึงอยู่ในท่าก้นตลอดไปจนกระทั่งครบกำหนดคลอด

ผม ผิว เล็บ ผมทารกเริ่มขึ้นดกเต็มศีรษะ ผิวเริ่มเป็นสีชมพูเพราะไขมันสีขาวมาสะสมใต้ผิว ไขมันเหล่านี้ช่วยให้ความอบอุ่นและพลังงานแก่ร่างกาย รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิ เมื่อทารกคลอด ไขสีขาวที่พอกตามผิวหนังขณะนี้หนามาก เล็บมืองอกยาวมาถึงปลายนิ้วเล็กๆ แล้ว แต่เล็บเท้ายังงอกมาไม่ปิดปลายนิ้ว

การมองเห็น ทารกจะเริ่มเปิดปิดเปลือกตาและเริ่มกะพริบตาถี่ๆ ได้ รูม่านตาเริ่มขยายและหรี่ได้ ถ้ามีแสงสว่างจ้า รูม่านตาจะหรี่ลง และฝึกปรับให้คมชัดได้ แม้ว่าขณะอยู่ในครรภ์ยังไม่จำเป็นต้องใช้ก็ตาม

ระบบหล่อเลี้ยงทารก นับจากเดือนนี้ไปรกจะสมบูรณ์เต็มที่และสร้างฮอร์โมนชนิดต่างๆ รวมทั้งฮอร์โมนเพศได้ในระดับสูง ฮอร์โมนจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ การขยายตัวของมดลูกและการเตรียมการคลอดของคุณแม่

สายสะดือ มีสารคล้ายยางที่มีความยืดหยุ่นห่อหุ้มเส้นเลือดไว้ ซึ่งจะช่วยไม่ให้สายสะดือหักงอหรือพนกันเลือดจึงสามารถไปเลี้ยงทารกได้เพียงพอตลอดเวลา
ถุงน้ำคร่ำ จะมีน้ำปัสสาวะของทารกเป็นส่วนใหญ่ ลูกจะถ่ายปัสสาวะประมาณวันละครึ่งลิตร ในน้ำคร่ำจะมีไขเคลือบผิว สารอาหาร และสารที่จำเป็นต่อการหล่อลื่นปอดปะปนอยู่ด้วย
ทารกตัวโตขึ้น ทารกจะรับรู้ความมืดและสว่างจากการสะท้อนของแสงผ่านทางผนังหน้าท้อง ทารกเริ่มกลับตัวเอาศีรษะลงด้านล่างเพื่อเตรียมตัวคลอด นับจากเดือนนี้น้ำหนักของทารกจะเพิ่มขึ้นในส่วนของกล้ามเนื้อและไขมัน

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวัง
ของใช้จำเป็นก่อนคลอด
เดือนนี้คุณแม่ควรเตรียมสิ่งของที่จำเป็นสำหรับตัวเองและทารกลงกระเป๋าไว้ให้พร้อม เผื่อเจ็บท้องคลอดเมื่อไรจะได้ไม่ฉุกละหุก

สิ่งที่ควรเตรียมมีดังนี้
ของใช้ส่วนตัว เช่น สบู่ แชมพู แปรงสีฟัน ยาสีฟัน โลชั่น ฯลฯ
เสื้อชั้นในสำหรับให้นมลูก กางเกงชั้นใน
ผ้าอนามัย 1 ห่อ
ชุดใส่กลับบ้าน
ชุดใส่กลับบ้าน 1 ชุด
ถุงเท้า ถุงมือ หมวก
ผ้าห่อตัวเด็ก
ขวดนมขนาดเล็ก

กระตุ้นพัฒนาการของทารก
แสงจากภายนอกครรภ์ จะช่วยส่งเสริมระบบการมองเห็นของทารกในครรภ์ได้ ยิ่งอายุครรภ์มากขึ้น ผนังมดลูกของคุณแม่จะยิ่งบางลงทำให้แสงจากภายนอกส่องผ่านเข้าไปได้มากขึ้น ทารกจะเริ่มเรียนรู้เรื่องกลางวันและกลางคืน เพราะในเวลากลางคืนภายในมดลูกจะมืดสนิท ส่วนกลางวันจะมีแสงผ่านเข้าไปได้ รวมทั้งมีเสียงและการเคลื่อนไหวของแม่

เคยมีการทดลองใช้ไฟส่องเข้าไปในโพรงมดลูกและพบว่า ทารกมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น แสดงว่าทารกสามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ดี และมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์

อย่างไรก็ตาม การเสริมสร้างระบบการมองเห็นของทารกโดยการส่องไฟนั้นเป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อน ไม่เหมือนการกระตุ้นโดยวิธีอื่นที่คุณแม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับทารกได้เลย

อาหารที่เหมาะสมสำหรับการตั้งครรภ์เดือนที่ 8

กินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม วิตามินซี วิตามินดี และโอเมก้า 3 จะช่วยให้กะโหลกศีรษะของทารกแข็งแรงและพร้อมผ่านช่องคลอดไปได้ด้วยดี กินอาหารที่มีธาตุเหล็ก เพราะคุณแม่ต้องการปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นทั้งในช่วงตั้งครรภ์และการคลอด

หากคุณแม่มีความเครียดมาก ร่างกายก็จะเผาผลาญพลังงาน และวิตามินที่สำคัญจนหมด เช่น วิตามินซี โคเอ็นไซม์คิวเท็น สังกะสี และแมกนีเซียม และส่งผลให้คุณแม่ไม่มีความอยากอาหาร ซึ่งไม่เป็นผลดีอย่างยิ่ง  คุณแม่ควรฝืนใจรับประทานอาหารที่มีแร่ธาตุดังกล่าวที่ได้สูญเสียไปกับความเครียด รวมทั้งวิตามินบีต่างๆ พร้อมกับคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ขนมปังโฮลวีต ซึ่งจะปลดปล่อยพลังงานออกมาช้าๆ และควรหลีกเลี่ยงของว่างที่หวานๆ

การกินอาหารที่มีวิตามินซีและอี จะช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ และการกินอาหารที่มีไขมันสัตว์แต่น้อย แต่กินไขมันจากปลามากขึ้นจะช่วยไม่ให้เกิดเลือดจาง ผักสด และผลไม้ ยังเป็นอาหารประจำวันที่ขาดไม่ได้เลย การกินกระเทียมสดก็จะช่วยให้ความดันโลหิตลดลง และช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น

การออกกำลังกาย
คุณแม่ควรฝึกบริหารและดูแลร่างกายให้แข็งแรง เพื่อให้การคลอดดำเนินไปอย่างราบรื่น โดยออกกำลังกายประมาณ 3 ครั้ง/สัปดาห์ คุณแม่อาจเดินเล่น ว่ายน้ำเบาๆ หรือโยคะแม่ตั้งครรภ์ก็ได้ และหาเวลาพักหลับช่วงกลางวันสัก 2 ชั่วโมงในวันที่รู้สึกเหนื่อยล้า จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้

คุณแม่ควรเริ่มฝึกการออกกำลังกายเพื่อเตรียมคลอด  ดังนี้ออกกำลังกายตอนตั้งครรภ์

-ท่าแบบขาดึงข้อเท้า ให้คุณแม่นั่งหลังตรงบนพื้นราบ ยืดขาตรง เอื้อมือไปจับข้อเท้าทั้งสองข้าง งอเข่าแล้วจับฝ่าเท้าทั้งสองข้าง มาประกบกัน จากนั้นดึงข้อเท้าให้เข้ามาใกล้ลำตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ต้องไม่รู้สึกเจ็บ แล้วแบะขาทั้งสองข้างให้กางออกช้าๆ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้กระดูกข้อต่อบริเวณหัวหน่าวถูกกดทับ

-ท่าบริหารกระดูกเชิงกรานแบบนั่งยองๆ แต่ก่อนที่จะออกกำลังกายในท่านี้ คุณแม่ควรยืดเส้นยืดสายเสียก่อน โดยยืนหันหน้าเข้ากำแพง เอามือยันกำแพงไว้ เพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว จากนั้นเปิดส้นเท้า เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อน่อง เสร็จแล้วให้คุณแม่นำเก้าอี้ตั้งไว้ชิดกำแพง แล้วยืนหันหลังให้เก้าอี้ ยืนแยกขาให้กว้างเท่าระดับสะโพก โดยให้ฝ่าเท้าติดกับพื้น เพื่อช่วยรองรับน้ำหนักตัว จากนั้นค่อยๆย่อตัวลงนั่งบนเก้าอี้ โดยหาที่ยึดที่มั่นคง เพื่อช่วยทรงตัวขณะกำลังลงนั่ง

-อีกหนึ่งท่าสำหรับบริหารอุ้งเชิงกราน โดยใช้เก้าอี้ช่วย ให้คุณแม่ยืนหันหน้าเข้าหาเก้าอี้ กางขากว้างระดับสะโพก ขยับตัวออกเล็กน้อย ค่อยๆย่อเข่าจนนั่งยองๆให้หัวเข่าอยู่ในแนวเดียวกับเท้าซึ่งเหยียบราบกับพื้น ใช้มือจับเก้าอี้ไว้เพื่อช่วยพยุงตัว นั่งยองๆเป็นเวลา 2-3 วินาที แล้วลุกขึ้นยืนตรง ทำซ้ำอีกสัก 2-3 ครั้ง