การเปลี่ยนแปลงของแม่เมื่อตั้งครรภ์ได้ 9 เดือน

คุณหมอจะนัดคุณแม่ตรวจทุกสัปดาห์ในช่วงใกล้คลอด เพื่อติดตามดูความปกติของทารกและตรวจสุขภาพทั่วไปของคุณแม่

9months pregnantท้องลด ศีรษะของทารกลง คุณแม่จะรู้สึกเบาสบายแถวลิ้นปี่และหายใจสบายขึ้น คุณแม่ครรภ์แรกจะมีอาการท้องลด ซึ่งเกิดจากศีรษะของทารกลงไปอยู่ในช่องเชิงกรานแล้ว แต่ถ้าคุณแม่ไม่มีอาการท้องลดในช่วงนี้ก็ไม่ผิดปกติ เพราะอาจเกิดขึ้นในขณะเจ็บครรภ์คลอดก็ได้

นอนไม่หลับ คุณแม่อาจวิตกกังวลเรื่องการคลอดและเป็นเพราะท้องที่โตมาก ไม่รู้ว่าจะนอนท่าไหนดีจึงจะสบายตัวไม่อึดอัด คุณแม่ควรพักผ่อนในช่วงสั้นๆ หรืองีบหลับเท่าที่จะทำได้ จะช่วยให้คุณแม่สดชื่นขึ้น อย่าลืมหนุนเท้าให้สูงกว่าลำตัวเล็กน้อยเวลานอน

ขยันก่อนคลอด คุณแม่บางคนอาจจะต้องการจัดเปลี่ยนห้องหับบ้านเรือน เพราะเกรงว่าหลังคลอดแล้วจะไม่มีเวลาเพียงพอ คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงงานเหล่านี้จะดีกว่าพักผ่อนและสงวนพลังงานไว้สำหรับคลอดให้มากที่สุด

เมื่อถึงตอนนี้ คุณแม่จะมีความรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก บางครั้งคุณแม่จะรู้สึกว่าการตั้งครรภ์มันช่างยาวนานเสียเหลือเกิน ช่วงนี้ ร่างกายจะเริ่มผลิตโคลอสตรัม หรือหัวน้ำนม ซึ่งจะเป็นน้ำนมที่จะหลั่งออกมาเป็นครั้งแรกหลังคลอด 2-3 วัน และเริ่มมีอาการเจ็บเตือน เป็นครั้งแรก ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก และไม่เจ็บปวดมาก ข้อต่อกระดูกเชิงกราน และเส้นเอ็นก็กำลังขยายตัวเพื่อการคลอด

คุณแม่จะรู้สึกว่าตัวเองหนักอึ้ง คุณแม่บางคนอาจจะมีอาการบวมน้ำเกิดขึ้นในช่วงเดือนสุดท้ายนี้ แต่คุณแม่จะมีความวิตกกังวลซะมากกว่า ครุ่นคิดแต่ว่าจะปวดท้องอย่างไร หรือเจ็บขนาดไหนถึงจะเดินทางไปโรงพยาบาลได้ หากคิดมากก็อาจจะเกิดความดันโลหิตสูงได้ ซึ่งจะส่งผลต่อการคลอด ขอให้คุณแม่อย่าเครียด และพยายามพักผ่อนให้มาก

พัฒนาการของทารกในครรภ์

สัปดาห์ที่ 36 ออกซิเจนและสารอาหารที่ผ่านทางรก 70 เปอร์เซ็นต์ จะถูกนำไปเลี้ยงสมอง (หากทารกคลอดตอนนี้ถือว่าโตพอที่จะรอดชีวิตได้โดยไม่มีปัญหามากนัก) ทารกจะมีไขมันสะสมใต้ผิวหนังมากขึ้น ลำไส้กำลังผลิตขี้เทาซึ่งเป็นสารสีเขียว ที่เกิดจากเซลล์ที่ตายแล้ว และสารคัดหลั่งจากลำไส้และตับ

 [adsense]

สัปดาห์ที่ 37 ทารกเริ่มฝึกหายใจ ดูด และกลืน ระดับความรู้สึกนึกคิดและอวัยวะต่างๆทำงานประสานกันได้ดี

สัปดาห์ที่ 38 -40  ทารกพร้อมที่จะคลอดแล้ว (ทารกใช้เวลา 38 สัปดาห์หลังจากปฏิสนธิ พัฒนาระบบต่างๆจนสมบูรณ์ การตั้งครรภ์จะใช้เวลา 40 สัปดาห์ โดยนับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย) ทารกจะมีรูปร่างกลมป้อมและพอดีกับมดลูก กำลังอยู่ในท่าขดตัวแน่น และกลับศีรษะมาอยู่ที่ตอนล่างของมดลูก และกดทับที่ปากมดลูกที่นุ่มมากขึ้น และเปิดออกแล้วบางส่วน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการคลอดultrasound-9m

ทารกพร้อมแล้วที่จะออกมาลืมตาดูโลก ปอดสมบูรณ์เต็มที่ และไขมันใต้ผิวหนังก็สมบูรณ์ทุกส่วนอวัยวะต่างๆ ของทารกที่จะทำงานทันทีหลังคลอด ภาพทารกแรกคลอดอาจไม่ค่อยน่าดูนัก เพราะตัวเหยี่ยวย่นจากการบีบรัดของช่องคลอด อวัยวะเพศดูบวมใหญ่เพราะฮอร์โมนของแม่ที่ส่งผ่านมาทางรก แต่ไม่นานก็จะยุบลง

สัดส่วนของทารก ทารกจะมีลำตัวยาวประมาณ 50 เซนติเมตร หนักประมาณ 3,000 กรัม

การเคลื่อนไหว ทารกตัวโตเต็มที่ คุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยลงเพราะว่าถูกจำกัดการเคลื่อนไหว แต่ก็ยังคงรู้สึกว่าทารกเตะถีบในบางครั้ง

ขน ขนอ่อนตามร่างกายลูกจะร่วงจนเกือบหมด เหลือแต่บริเวณไหล่ ขา แขนและรอยย่นตามลำตัว

ผิวหนัง เนียนนุ่มและยังคงมีไขสีขาวเหลืออยู่บ้างบริเวณหลัง เพื่อช่วยหล่อลื่นให้ทารกคลอดง่ายขึ้น

เล็บ เล็บมือและเล็บเท้ายาวมาก เล็บมืออาจข่วนใบหน้าได้ จึงต้องมีการตัดเล็บให้ทารกแรกคลอด

การมองเห็น ตาขาวเป็นสีฟ้าและจะจางไปหลังคลอด 2-3 สัปดาห์ ถ้าทารกตื่นขณะอยู่ในครรภ์ช่วงนี้ทารกจะลืมตาตลอด

การหายใจ ต่อมหมวกไตจะเร่งสร้างฮอร์โมนเพิ่มความสมบูรณ์ของปอด เพื่อเตรียมการหายใจครั้งแรกในชีวิต

ระบบภูมิคุ้มกัน ยังต้องอาศัยภูมิต้านทานโรคต่างๆ จากคุณแม่ผ่านทางรก ถ้าคุณแม่มีภูมิคุ้มกันโรค เช่น หัดเยอรมัน คางทูม ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันโรคเหล่านั้นทั้งหมด และยังได้รับต่อเนื่องผ่านทางน้ำนมแม่ด้วย

ขี้เทา เกิดจากสารที่หลั่งในระบบทางเดินอาหาร ปะปนกับขนอ่อนและเซลล์ต่างๆ ที่หลุดออกตามทางเดินอาหารของทารก ในลำไส้จึงเต็มไปด้วยขี้เทา ซึ่งมีสีเขียวขี้ม้าเข้มจนดูเหมือนดำ ทารกส่วนใหญ่จะถ่ายขี้เทาหลังจากคลอดไม่นาน เพราะขณะคลอดช่วงท้องจะถูกช่องคลอดบีบกระชับลำไส้เกิดการบีบรัดตัว แต่มีทารกบางรายถ่ายขี้เทาขณะคลอดหรือถ่ายในน้ำคร่ำก็ได้

ระบบหล่อเลี้ยงทารก ขณะนี้ในรกมีปริมาณน้ำคร่ำประมาณ 1 ลิตร รกมีรูปร่างกลม กว้างประมาณ 20-25 ซม. และหนาประมาณ 3 ซม. ครอบคลุมพื้นที่กว้างพอที่จะแลกเปลี่ยนอาหารและของเสียระหว่างทารกกับคุณแม่

ฮอร์โมนจากรกจะช่วยเตรียมเต้านมคุณแม่ให้ผลิตน้ำนมหลังคลอด ฮอร์โมนเหล่านี้ทำให้ทารกไม่ว่าเป็นเพศชายหรือหญิงมีเต้านม หัวนมที่เต่งตึงได้ และค่อยๆ หายไปเองหลังคลอดได้ 2-3 วัน

คุณแม่ที่ได้ลูกสาวอาจพบว่ามีเลือดติดผ้าอ้อมลูกในช่วงสองสามวันแรกหลังคลอดเป็นเพราะฮอร์โมนที่เคยได้รับจากรกและมีผลต่อเยื่อยุมดลูกของลูกได้หมดไป จึงเกิดเลือดออกคล้ายประจำเดือนได้ บางครั้งก็จะมีตกขาวเกิดขึ้นได้ในช่วงวันแรกๆ หลังคลอดแล้ว แล้วจากนั้นจะแห้งหายไปเอง

 

baby

ข้อควรปฏิบัติและข้อควรระวัง

วิธีหายใจคลายเจ็บปวดยามคลอด
การฝึกหายใจเพื่อผ่อนคลายความเจ็บปวดยามเมื่อถึงเวลาคลอด จะแบ่งเป็น 3 ระดับด้วยกัน
การหายใจแบบล้างปอด คือการสูดหายใจลึกๆ โดยใช้มือข้างหนึ่งวางไว้ที่ท้อง ถ้าหายใจถูกต้อง ท้องจะต้องป่อง จากนั้นผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ
การหายใจระดับอก คือ การสูดหายใจถึงแค่ระดับอก โดยใช้มือข้างหนึ่งวางไว้ที่อก ถ้าหายใจถูกต้อง อกจะต้องพองขึ้น จากนั้นผ่อนลมหายใจออกทางปากช้าๆ
การหายใจระดับคอ คือ การสูดหายใจตื้นๆ เร็วๆ โดยหายใจถึงแค่ระดับคอ แล้วหายใจออกทางปากถี่ๆ ซึ่งการหายใจแต่ละระดับจะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายและบรรเทาความเจ็บปวดในระยะต่างๆ ของการคลอด
เมื่อมดลูกเริ่มหดรัดตัวสังเกตจากการมีอาการปวดท้องนำมาก่อน ให้คุณแม่หายใจล้างปอด 1 ครั้ง จากนั้นหายใจระดับอก นับ 1-2-3 แล้วค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปาก นับ 1-2-3 ทำเช่นนี้ 6-9 ครั้งต่อนาที

เมื่อมดลูกคลายตัวเต็มที่ให้หายใจล้างปอดอีก 1 ครั้ง สำหรับการหายใจแบบตื้นๆ ถี่ๆ จะใช้ในช่วงที่อยากเบ่งเหลือเกิน แต่ปากมดลูกยังไม่เปิดเต็มที่ (ซึ่งพยาบาลมักจะบอกว่า “อย่าเพิ่งเบ่ง”) โดยให้คุณแม่หายใจทางปาก เข้านับ 1 ออกนับ 2 ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าปากมดลูกจะเปิด

สังเกตการดิ้นบอกความผิดปกติ
ด้วยพื้นที่อันจำกัดและขนาดลำตัวที่โตขึ้นของลูก อาจทำให้คุณแม่รู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยลงได้ หากคุณแม่ไม่แน่ใจว่าทารกยังอยู่ดีหรือไม่ ให้ลองสังเกตดูว่าใน 1 ชั่วโมงหลังอาหาร ทารกควรดิ้นไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ถ้าน้อยกว่าให้สงสัยว่า อาจมีความผิดปกติเกิดขึ้นได้ ควรไปพบแพทย์โดยเร็ว

ช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์นี้ คุณแม่ควรได้เข้าชั้นเรียนเพื่อเตรียมคลอด และพยายามนอนหลับพักผ่อนให้มาก คิดแต่สิ่งดีๆ จะได้ไม่เครียด หากคุณแม่ทำงานนอกบ้าน ก็ควรจะลาพักได้แล้ว เพราะไม่ทราบได้ว่าคุณแม่จะมีอาการเจ็บท้องคลอดตอนไหน ซึ่งหากเป็นช่วงเดินทางไปทำงานก็จะยิ่งอันตรายต่อตัวคุณแม่เอง  คุณแม่ควรหาเวลาเงียบๆสัก 30 นาทีต่อวัน เพื่อผ่อนคลายจินตนาการและสื่อสารพูดคุยกับลูกในท้อง  การทำสมาธิเป็นวิธีง่ายๆที่จะช่วยให้ร่างกาย ความคิด และจิตใจประสานสัมพันธ์กัน คุณแม่ควรหาเวลาทำสมาธิให้ได้ทุกวัน เพื่อจิตใจจะได้ผ่อนคลายมากขึ้น ควรพูดคุยกับสามี หรือเพื่อนที่มีประสบการณ์การตั้งครรภ์มาก่อน เพื่อจะได้คลายความวิตกกังวล

คุณแม่อาจจะเริ่มเบื่อสภาพการตั้งครรภ์โดยเฉพาะถ้ามีอาการเหนื่อย อึดอัด และนอนไม่ค่อยหลับ ควรบำบัดด้วยการนวดน้ำมันหอมระเหยที่ช่วยให้ผ่อนคลาย  นวดด้วยน้ำมันดอกมัคเวอท เพื่อช่วยกระตุ้นให้ทารกเคลื่อนศีรษะลงบริเวณอุ้งเชิงกราน  การนวดควรได้รับบริการจากผู้เชี่ยวชาญ หากคุณแม่มีความวิตกกังวลมากอาจจะใช้น้ำมันดอกฮอร์นบีม และน้ำมันดอกมิมูลัสซึ่งจะทำให้คลายความกลัวได้ และเพื่อความสบายใจ หรือรู้สึกโล่งสบาย ก็ให้สูดดมไอระเหยของน้ำมันกลิ่นแฟรงคินเซนต์ หรือน้ำมันมะนาว ก็จะทำให้สดชื่นได้มาก

การทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์ในช่วงสุดท้าย คลายความวิตกกังวลเป็นเรื่องสำคัญมาก หากมีความเครียดย่อมส่งผลหลายๆอย่าง รวมถึงการคลอดด้วย ในช่วงนี้ควรจะมีบุคคลในครอบครัว หรือสามี อยู่ใกล้ชิด เพราะไม่รู้ได้ว่าคุณแม่จะเจ็บท้องคลอดตอนไหน และลักษณะการคลอดจะเป็นเช่นไร คุณแม่ก็ควรจะเตรียมสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นไว้ในกระเป๋าให้พร้อม

เมนูอาหารสำหรับการตั้งครรภ์เดือนที่ 9

วิตามินซีและสังกะสี กินอาหารที่อุดมด้วยวิตามินซีและสังกะสี จะช่วยเตรียมฮอร์โมนให้พร้อมสำหรับการคลอด ขณะที่อาหารที่ให้พลังงานอย่างคาร์โบไฮเดรต ซึ่งสามารถดูดซึมผ่านกระแสเลือดได้เร็วจะช่วยให้คุณแม่มีพลังงานมากพอระหว่างการคลอด
เกลือแร่และเอนไซม์ต่างๆ กินอาหารที่อุดมด้วยเกลือแร่และเอนไซม์ต่างๆ ที่มีอยู่ในเนื้อสัตว์ ไข่ เต้าหู้ ผักขม บร็อกโคลี่ ถั่วต่างๆ จะช่วยเพิ่มออกซิเจนให้เซลล์กล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นด้วย

ถึงแม้จะเป็นช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์ การรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ ก็ยังคงมีความสำคัญอยู่ อย่างไรเสียก็เพื่อให้คุณแม่มีแรงเบ่งคลอดแหละน่า ในช่วงนี้วิตามินเคนับว่าจำเป็นมาก เพราะมีส่วนช่วยให้เลือดแข็งตัวเร็วขึ้น ป้องกันอาการเลือดออกมากผิดปกติ และช่วยสมานแผลบริเวณที่มีรกเกาะ ซึ่งตามปกติแล้ว ร่างกายของคนเราจะสร้างวิตามินเคได้เองทั้งจากแบคทีเรียในลำไส้ และจากอาหาร เช่น ผักกาดหอม บรอกโคลี่ ถั่ว ผักโขม อโวคาโด  ผักสลัดวอเตอร์เครส ดอกกะหล่ำ     วิตามินเคยังช่วยกระตุ้นให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนมากขึ้น และช่วยในการฟื้นตัวหลังคลอด

คุณแม่ควรได้รับวิตามินซีและธาตุสังกะสี อย่างเพียงพอ ซึ่งจำเป็นสำหรับการผลิตฮอร์โมนก่อนคลอด  การดื่มชาใบหม่อนวันละ 4 ถ้วย จะช่วยทำให้มดลูกแข็งแรงมากขึ้น   และการดื่มชาเทียนข้าวเปลือก หรือชากานพลูจากส่วนดอกตูมแห้ง ก็จะช่วยให้น้ำนมไหลเวียนดีขึ้น เตรียมพร้อมสำหรับการให้นมลูก

คุณแม่ควรรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อย ไม่ควรกินอิ่มมากเพราะจะยิ่งทำให้อึดอัดมากขึ้น ควรรับประทานอาหารในลักษณะที่ย่อยง่าย และให้พลังงานสูง อย่าลืมว่าคุณแม่ยังต้องการวิตามินและแร่ธาตุอย่างครบถ้วนเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงเตรียมพร้อมสำหรับวันคลอดที่กำลังจะมาถึง

การออกกำลังกาย

เข้าสู่เดือนแห่งการลุ้นระทึก อุ้ยอ้ายเต็มทีที่จะเคลื่อนไหว พักผ่อนมากๆ ฝึกการผ่อนคลายโดยการนอนตะแคง ศีรษะหนุนหมอนเตี้ยๆ ใช้หมอนอีกใบรองใต้เข่า ทำใจให้สบาย ทำสมาธิโดยการหายใจเข้า-ออกลึกๆ ยาวๆ หรือจะทำในขณะที่คุณกำลังนอนยกขาสูง เพื่อลดอาการบวมที่เท้าและข้อเท้าก็ได้

ถึงตอนนี้แล้ว คุณแม่อาจจะเจ็บครรภ์เวลาไหนก็ได้ การออกกำลังกายเบาๆสักพักเป็นประจำทุกวัน เช่น การว่ายน้ำ การเดินเล่น  โยคะ การบริหารอุ้งเชิงกราน  การฝึกยืดอุ้งเชิงกรานเพื่อเตรียมคลอด  หรือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน ก็เป็นการออกกำลังที่ปลอดภัยในช่วงสุดท้ายของการตั้งครรภ์นี้